อบรมจิตให้ดีด้วยปัญญา
ตอนที่ 375 · 21 มีนาคม 2569 · 57:59 · เข้าชม 196 ครั้ง
หมวดธรรม 9 ประการ ในสัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาส
ข้อที่ 25 ปัญญาสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้อบรมจิตดีด้วยปัญญา คือการใช้ “ปัญญา” เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจิตจนบริบูรณ์ จนกระทั่งกิเลสและภพชาติสิ้นสุดลง โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จ 9 ประการ (แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก) ดังนี้
1. การสำรอกกิเลสพื้นฐาน (ละชั่วคราว/ปัจจุบัน) จิตได้รับการฝึกฝนจนหลุดพ้นจากอกุศลมูล คือ จิต “ปราศจากราคะ-โทสะ-โมหะ” ละได้ชั่วคราว
2. การเปลี่ยนสภาวะจิตเป็นปกติ (วิมุตติ/ละได้ตลอด) จิตไม่ได้เพียงแค่ “ละ” ได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่กลายเป็นสภาวะที่กิเลสไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือ จิตมีสภาวะ “ไม่มีราคะ-โทสะ-โมหะ” เป็นปกติวิสัย ไม่ไหลกลับไปหาความเศร้าหมองอีก
3. การตัดวงจรการเกิดในภพ (ภพสิ้นไป/ไม่กลับกำเริบ) เมื่อปัญญาอบรมจิตจนบริบูรณ์ จิตจะไม่ยึดติดและไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้ง 3 คือ กามภพ (โลกแห่งกามและประสาทสัมผัส) รูปภพ (โลกแห่งรูปฌาน) อรูปภพ (โลกแห่งอรูปฌาน)
*บทสรุป: เมื่อภิกษุอบรมจิตด้วยปัญญาจนบรรลุครบทั้ง 9 ข้อนี้ ย่อมถือว่าเป็นการจบภารกิจในพระพุทธศาสนา (พรหมจรรย์) และไม่มีกิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความพ้นทุกข์อีกต่อไป
ข้อที่ 26 สิลายูปสูตร ว่าด้วยจิตเปรียบด้วยเสาหิน มีเนื้อหาคล้ายกับปัญญาสูตรในส่วนของเกณฑ์วัดความสำเร็จ 9 ประการ แต่มีจุดเน้นที่สำคัญกว่าคือ “ความหนักแน่นมั่นคงของจิต” คือการเปรียบเทียบจิตของผู้ที่หลุดพ้นแล้วว่าเหมือนกับ “เสาหิน (สิลายูปะ)” ที่ฝังลึกลงไปในดินอย่างดี ต่อให้มีพายุ (อารมณ์ที่มากระทบ) พัดมาแรงแค่ไหน เสาหินนั้นก็ไม่สั่นคลอน
· สภาวะจิต: จิตของพระอรหันต์จะไม่ระคน (ไม่ปนเป) กับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบ
· การรับรู้: ท่านยังเห็น ยังได้ยิน (รับรู้ตามจริง) แต่จิตไม่หวั่นไหว และเห็นความเสื่อม (ความไม่เที่ยง) ของอารมณ์เหล่านั้นอยู่เสมอ
ข้อแตกต่างที่น่าสนใจ ในพระสูตรนี้มีการถกเกลี้ยงกันระหว่าง ท่านพระสารีบุตร กับ ท่านพระจันทิกาบุตร เกี่ยวกับคำพูดของพระเทวทัต
· คำของพระเทวทัต (ตามที่จันทิกาบุตรจำมา): “อบรมจิตด้วยจิต” (เฉยๆ)
· คำแก้ไขของพระสารีบุตร: ต้องใช้คำว่า “อบรมจิตดีด้วยจิต” (ต้องมีคำว่า ดี หรือ สุภาวิตัง ในภาษาบาลี) เพื่อเน้นย้ำถึงคุณภาพของการฝึกที่สมบูรณ์แบบจริงๆ เท่านั้น ถึงจะพยากรณ์ตนเองได้ว่าจบกิจแล้ว
*สรุปสั้นๆ: ถ้าจิตเราฝึกมาดี (ครบ 9 ประการ) ต่อให้โลกจะเหวี่ยงอะไรมาใส่เรา (รูป-รส-กลิ่น-เสียง) จิตเราจะนิ่งเหมือนเสาหิน 16 ศอกที่ฝังดินลึก 8 ศอก
ข้อที่ 27 ปฐมเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 1 กล่าวถึง “คุณสมบัติของผู้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน” ซึ่งเป็นบุคคลที่ปิดประตูอบายภูมิได้สนิท (ไม่ตกนรก ไม่เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเปรตอีกต่อไป) โดยต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนรวมกัน คือ การละเวร 5 และการมีศรัทธามีศีลที่มั่นคง 4 รวมเป็น 9 ประการ
· ส่วนที่ 1: การระงับภัยเวร 5 ประการ (ศีล 5) คือ การหยุดพฤติกรรมที่สร้างเวรสร้างกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคต
· ส่วนที่ 2: องค์เครื่องบรรลุโสดา 4 ประการ (โสตาปัตติยังคะ) คือ การมีที่พึ่งทางใจและมาตรฐานความประพฤติที่หยั่งรากลึก
เมื่อปฏิบัติครบทั้ง 9 ข้อนี้ อริยสาวกสามารถ “พยากรณ์ตนเอง” ได้ทันทีว่า นรก/อบายภูมิสิ้นแล้ว (ไม่ต้องกลัวการตกต่ำหลังความตาย) และเป็นผู้เที่ยงแท้ (มั่นใจว่าจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน)
*ข้อสังเกต: พระสูตรนี้เน้นว่า “ศีล” ไม่ใช่แค่กฎข้อห้าม แต่คือการ “ระงับภัยเวร” ที่จะกัดกินใจเราทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ข้อที่ 28 ทุติยเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 2 มีเนื้อหา 9 ประการเหมือนกับ ปฐมเวรสูตร แต่มีความแตกต่างที่ “กลุ่มผู้ฟัง” และ “นัยสำคัญ” เล็กน้อย
· ปฐมเวรสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสสอน “อนาถบิณฑิกเศรษฐี” (คฤหัสถ์) เพื่อแนะแนวทางพยากรณ์ตนเอง
· ทุติยเวรสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสสอน “ภิกษุทั้งหลาย” (นักบวช) เพื่อย้ำเตือนสภาวะจิตที่หลุดพ้นจากภัยเวร
ข้อที่ 29 อาฆาตวัตถุสูตร ว่าด้วยอาฆาตวัตถุ ระบุถึง“ต้นเหตุหรือเหตุผล” ที่ใจคนเรานำมาใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความโกรธแค้น (อาฆาต) โดยแบ่งตาม“บุคคล” (เรา/คนที่เรารัก/คนที่เราเกลียด) และ“กาลเวลา” (อดีต/ปัจจุบัน/อนาคต) เพื่อให้เราเท่าทันความคิดที่กำลังปรุงแต่งความโกรธขึ้นมา
อาฆาตวัตถุ 9 ประการ (เหตุผูกใจเจ็บ) สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
· กลุ่มที่ 1: เกี่ยวกับ “ตัวเรา” (3 ประการ) เขา“เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (ทำชั่ว) ต่อเรา
· กลุ่มที่ 2: เกี่ยวกับ “คนที่เรารัก” (3 ประการ) เขา“เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนที่เรารัก
· กลุ่มที่ 3: เกี่ยวกับ “คนที่เราไม่ชอบ/ศัตรู” (3 ประการ) กลุ่มนี้จะสลับกัน คือเราโกรธเพราะเห็นศัตรูได้ดี เขา“เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่เป็นประโยชน์ (ทำดี) ให้กับคนที่เราเกลียด
*ความน่าสนใจ คือการชี้ให้เห็นว่า “ความโกรธไม่ได้เกิดจากปัจจุบันเสมอไป” แต่เกิดจากการที่ใจเราย้อนไปขุดคุ้ยอดีต หรือระแวงไปถึงอนาคตด้วย การรู้เท่าทันเหตุทั้ง 9 นี้ จะช่วยให้เราหยุด “การปรุงแต่ง” และวางใจให้เป็นกลางได้ง่ายขึ้น
ข้อที่ 30 อาฆาตปฏิวินยสูตร ว่าด้วยอุบายกำจัดอาฆาต คือการใช้ “โยนิโสมนสิการ” (การคิดอย่างถูกวิธี) เพื่อหยุดความโกรธที่ต้นเหตุ โดยการตั้งสติและพิจารณาว่า “การกระทบกระทั่งหรือความไม่พอใจนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่จะต้องเกิดขึ้น” (จะหาความสมบูรณ์แบบจากผู้อื่นได้อย่างไร) เพื่อถอดถอนความยึดมั่นในเหตุการณ์นั้น ๆ ออกไป
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค